โปรอัพเกรด

โปร อัพเกรดคอร์ส  แจ้งข่าวสำหรับน้องๆ คอร์ส StepUp หากผปค หรือ น้องๆ ต้องการลงเรียนในคอร์สต่อไป เพื่อความต่อเนื่องในการเรียน เรามีพิเศษให้กับน้องๆ รับสิทธิ์พิเศษ อัพเกรดคอร์ส จากเล่มที่เรียนอยู่เป็นแพคเกจได้ โดยจ่ายเพิ่มแค่ส่วนต่าง ยกตัวอย่าง น้องสมัคร M4.1 มา (4900 บาท) สามารถอัพเกรดเป็นแพค M456 (15000 บาท) ได้โดยจ่ายแค่ส่วนต่าง 10100 บาท เท่านั้น น้องที่สนใจ ทักไลน์มาสอบถามได้ภายในวันที่ 31 มีนาคม 64 นี้เท่านั้นครับ

ตอนที่ 6 เจตนาของคนออกข้อสอบ

ตอนนี้จะมี 3 ส่วน – ทำยังไงเมื่อลังเลและวิธีสังเกต? – เคสตัวอย่างล่าสุด – สรุป     ทำยังไงเมื่อลังเลและวิธีสังเกต? เคยเป็นมั้ยครับที่ลังเลตอนทำข้อสอบ ทั้งๆที่คิดมาจนสุดทางแล้ว สิ่งที่ช่วยให้เราได้คะแนนคือดูเจตนาของคนออกข้อสอบให้ออก จับทางให้ได้ วิธีสังเกตมีอยู่ 1. ดูจากช๊อยส์ ยกตัวอย่างว่าโจทย์บรรยายข้อความมา 2-3 บรรทัด แล้วให้พิจารณาข้อความ ก ข ค ง ข้อใดถูก     1) ก เท่านั้น     2)  ก และ ข     3)  ข และ ค     4)  ข และ ง     5)  ค…

ตอนที่ 5 คิดเร็วกว่าเขียนเป็นร้อยเท่า

“การเขียนของคนเรา ต่อให้เขียนเร็วแค่ไหน.. ก็ไม่ไวไปกว่าความคิด” เห็นด้วยมั๊ยครับ มีหลายครั้งที่เรามักจะเคยชินหรือยึดติดกับรูปแบบการเขียน ยกตัวอย่าง   ในวิชาคำนวณที่มักต้องแทนค่าในสูตร สมมติเราจะแทนค่าในสมการ  PV = nRT  (ในเรื่องแก๊ส) คนส่วนใหญ่มักจะติดนิสัยเขียนสูตรก่อน (ใช้ไป 3-4 วินาที) แล้วถึงแทนค่าตัวเลขลงในบรรทัดที่สอง ถ้าบางสูตรยาวกว่านี้ก็ใช้ 6-8 วินาที ตีคร่าวๆ เขียนสูตรทีนึงก็เสียไป 5 วินาที ดูเหมือนจะไม่ได้มากมายอะไรใช่มั้ยครับ   แต่ถ้าเป็นข้อสอบทั้งฉบับ ถ้าเราต้องเสียเวลาเขียนสูตรทำนองนี้ 15-20 ครั้งล่ะ เราจะเสียเวลาไปนาทีกว่าๆ เวลาขนาดนี้ใช้ทำโจทย์ได้อีก 1-2 ข้อเลย เคยได้ยินมั้ยครับ “แค่ 1 คะแนนก็เปลี่ยนคณะที่เรียนได้” นี่ฉบับนึงทำโจทย์ได้เพิ่มขึ้น 1-2 ข้อ ถ้าต้องสอบวิชาคำนวณ 3-4 วิชา โอกาสทำคะแนนได้เพิ่มขึ้นก็เป็นสิบๆคะแนนแล้ว แบบนี้ไม่น้อยแล้วใช่มั้ยครับ   รายละเอียดเล็กๆน้อยๆพวกนี้แหละครับคนส่วนใหญ่มองข้าม ตอนฝึกทำโจทย์ที่บ้าน ลองดูครับ ฝึกไม่นาน 1-2 สัปดาห์ก็เริ่มคุ้นมือกันแล้ว เวลาจะแทนค่าในสูตร…

ตอนที่ 4 อย่าเสียเวลากับสิ่งที่โจทย์ไม่ได้ถาม

สมมติว่ามีเวลาในการสอบวิชาหนึ่ง 90 นาที ถ้าหักเวลาที่ต้องเขียนชื่อกับฝนกระดาษคำตอบไปราวๆ 5-10 นาที เวลาที่เหลือ 80-85 นาที ก็เอาไว้แก้โจทย์แต่ละข้อ เพื่อหาคำตอบให้ครบทุกข้อ มันควรจะเป็นแบบนี้ถูกไหมครับ แต่ความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นครับ   เมื่อวิเคราะห์กระดาษทด ตรวจสอบดูเส้นทางการคิด พบว่านักเรียนจำนวนมากใช้เวลาเพื่อหาคำตอบตามที่โจทย์ถามกันเพียง 60-65 นาทีเท่านั้น เวลาอีก 15-20 นาที ถูกใช้ไปกับการคิดหาบางสิ่งที่โจทย์ไม่ได้ถามโดยไม่รู้ตัว (คิดเป็น 20-30% ของเวลาสอบเลยทีเดียว)   ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? ลองนึกถึงตอนทำข้อสอบกันดูครับ นอกจากความรู้ในเรื่องที่ออกสอบแล้ว มีอะไรอีกบ้างที่มีผลต่อคะแนนที่เราจะได้…   เงื่อนไขสำคัญคือเวลาที่จำกัดครับ แม้จะทำข้อสอบได้ทุกข้อ แต่ถ้าทำไม่ทันก็เสียคะแนน คะแนนจึงขึ้นกับสิ่งอื่นด้วย เช่น – ไหวพริบ (ทริคได้คะแนนฟรี ในตอนที่ 3) – การวางแผนทำข้อสอบ (กินลูกชิ้นก่อน ในตอนที่ 2) – การบริหารเวลา ที่เรากำลังจะพูดถึง   ตัวข้อสอบ ถ้ามองแบบผิวเผินจะเห็นว่ามีทั้งข้อง่าย ข้อยาก โจทย์สั้น…

ตอนที่ 3 ทริคได้คะแนนเพิ่มฟรี

ปกติแล้วข้อสอบที่ใช้ในการสอบระดับประเทศส่วนใหญ่จะมีมาตรฐานอันหนึ่งคือการบาลานซ์ช็อยส์ ถ้าข้อสอบมี 40 ข้อ แบบ 5 ตัวเลือก (1 2 3 4 5) คำตอบที่ถูกต้องจะกระจายไปที่แต่ละช๊อยส์อย่างสม่ำเสมอ คืออย่างละ 8 ข้อ (8 × 5 = 40)   ที่เป็นแบบเพราะป้องกันไม่ให้คนที่เดามั่วข้อสอบแบบทิ้งดิ่งได้คะแนนสูงเกินไป ลองคิดดูว่า ถ้าคำตอบเทไปทางช๊อยส์ใดช๊อยส์หนี่งมากกว่าช๊อยส์อื่นๆ คนดวงดีเดาฝนช๊อยส์นั้นเยอะๆ ก็จะได้คะแนนสูงกว่าคนที่เดาช๊อยส์อื่นๆ ซึ่งไม่ยุติธรรมสำหรับคนที่เดามั่วเหมือนๆกัน เราอาศัยจุดนี้มาเป็นคะแนนฟรีได้ครับ ทำยังไง?   ยกตัวอย่าง ถ้าข้อสอบมี 25 ข้อ คำตอบก็มักจะกระจายไปที่แต่ละช๊อยส์ ช๊อยส์ละ 5 ข้อ (รูปบนสุด)   สมมติว่าเวลาสอบเหลืออยู่ 5 นาที ยังเหลือข้อที่เราทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำอยู่ 7 ข้อ (ดูรูปกลาง ข้อที่ยังไม่ทำคือ 1, 10, 18, 20, 21, 23…

ตอนที่ 2 กินลูกชิ้นก่อน

เทคนิคที่ช่วยให้น้องทำคะแนนสอบได้สูงขึ้นได้แบบทันที คือการบริหารเวลาในห้องสอบครับ แนะนำให้ฝึกกันให้จินตั้งแต่อยู่บ้านเลย โดยปกติแล้วตอนฝึกทำข้อสอบเองที่บ้าน น้องๆควรกำหนดเวลาที่ทำให้เท่าๆกับตอนสอบจริงด้วย   โดยทั่วไปแล้วเมื่อเริ่มจับเวลา คนส่วนใหญ่จะเริ่มทำข้อสอบจากข้อ 1 ไปเรื่อยๆ ไม่ได้ข้อไหนก็ข้ามไปก่อน แบบนี้ข้อเสียคือ ถ้าเราทำข้อสอบไม่ทัน แล้วข้อง่ายๆหรือข้อที่เราถนัดอยู่ท้ายๆฉบับ เราก็จะพลาดคะแนนส่วนนั้นไปแบบน่าเสียดาย แต่เราจะไม่ทำแบบนั้นครับ   เทคนิคกินลูกชิ้นก่อน ให้น้องใช้เวลาประมาณ 1-3 นาทีแรกเปิดสแกนข้อสอบทั้งฉบับ คือดูแบบผ่านๆ น้องจะเห็นภาพรวมเลยว่าโจทย์ที่ง่าย หาคำตอบได้เร็ว หรือเป็นโจทย์เรื่องที่น้องถนัด อยู่ตรงไหนบ้าง โจทย์ข้อไหนที่ดูยากและน่าจะใช้เวลานานเราก็จะได้ระวังไว้ ไม่จมเวลาไปกับมัน   จากนั้นน้องก็เริ่มทำข้อที่ง่ายหรือข้อที่ถนัดก่อนเลย อาจจะอยู่ท้ายฉบับ กลางฉบับ หรือต้นฉบับก็ได้ ไล่เก็บให้ครบ ตั้งแต่ข้อง่าย ไปถึงปานกลาง ถ้าใช้เทคนิคนี้เมื่อเวลาหมดไปครึ่งหนึ่ง น้องมักจะทำข้อสอบได้เกินครึ่งฉบับแล้ว กำลังใจก็จะไม่แผ่ว สมองก็ยังไม่เหนื่อยล้ามาก เพราะยังไม่เจอของยากๆเลย   เคยเป็นมั้ยครับ ตอนยังทำข้อสอบเรียงข้อ แล้วดันไปเจอข้อแรกๆ ยากๆ ทำเอามึน สมองล้า เกิดความเครียดสะสม กำลังใจก็ฝ่อลง แบบนี้แม้ไปเจอข้อง่ายๆตอนท้ายๆ โอกาสทำพลาดก็สูงครับ เพราะเราท้อไปแล้ว ปัญหานี้จะหมดไปครับเมื่อน้องใช้เทคนิคนี้  …

ตอนที่ 1 ฝึกทำข้อสอบย้อนหลัง เรียงลำดับปียังไงดี

ตอนนี้ใกล้สอบเข้ามหาลัยมากๆแล้ว น้องๆจะเริ่มทยอยฝึกทำข้อสอบย้อนหลังกัน (หาได้ในโลกโซเชียลที่คนเขาแชร์ๆกัน) คนที่หาตัวข้อสอบมาได้แล้ว บางคนก็ทำเรียงตามเลขปีไปเลย สำหรับน้องที่ยังไม่รู้ว่าจะทำปีไหนก่อนดี ครูมีทริคง่ายๆมาบอก   ยกตัวอย่าง ข้อสอบเคมีวิชาสามัญ จะมีตั้งแต่ปี 55 จนถึง 63 รวม 9 ฉบับ วิธีที่ได้ผลคือให้ฝึกทำจากง่ายไปยากครับ แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าปีไหนยากหรือง่าย? ก็ให้ดูจากสถิติคะแนนเฉลี่ยแต่ละปี อย่างในเคมีครูรวบรวมมาให้แล้วเป็นรูปนี้   นี่คือสถิติจากผู้เข้าสอบวิชาเคมีทั้งหมด (หาได้จากกูเกิล แล้วเอามารวมใส่ตารางเองได้) สมมติเราดูที่ช่องคะแนน 50-70 จะเห็นว่า – ปี 58 มีคนทำคะแนนได้ในช่วงนี้มากสุดที่ 6,106 คน – ปี 56 มีคนทำคะแนนได้ในช่วงนี้น้อยสุดที่ 2,459 คน   เราจะสรุปคร่าวๆได้ว่าปี 58 ข้อสอบค่อนข้างง่าย และปี 56 ข้อสอบค่อยข้างยาก เมื่อเทียบกับปีอื่นๆ แบบนี้เราก็จัดเรียงข้อสอบไว้ฝึกทำจาก ง่ายไปยาก ได้ตามนี้คือ 58 → 57 →…